การเพิ่มยอดขาย คือเส้นชัยที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ต้องการที่จะพิชิตใช่ไหมครับ และสิ่งหนึ่งครับที่จะทำให้เข้าถึงเป้าหมายได้มากขึ้นนั่นก็คือ การตลาดแบบ Personalized Marketingหรือการตลาดแบบ หนึ่งต่อหนึ่ง โดยการกำหนดกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละคน ผ่านการจัดเก็บข้อมูลพฤติกรรมการซื้อขาย และรสนิยมส่วนบุคคล ซึ่งทำให้เราสามารถคาดคะเนได้ถึงแนวโน้มการใช้จ่ายของลูกค้า จนนำมากำหนดเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดเฉพาะบุคคลได้อย่างเหมาะสมครับ

Personalized Marketing จะเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าให้มากยิ่งขึ้น เมื่อลูกค้าตระหนักว่าแบรนด์สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตนเองได้ จะนำมาซึ่งการซื้อซ้ำ ความจงรักภักดีต่อตราสินค้า ความผูกพัน และก่อให้เกิดการแนะนำแบบปากต่อปาก ด้วยผลลัพธ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการจึงไม่ควรมองข้ามการตลาดรูปแบบนี้ แต่ควรจะศึกษา และนำไปประยุกต์ใช้ เพื่อไม่ให้เสียผลประโยชน์อันมหาศาลที่ควรจะได้ครับ

Personalized Marketing สำคัญอย่างไรกับอีคอมเมิร์ซ

personalization-study-feelings-toward-the-brand

เว็บไซต์ Business 2 Community และ Invesp ได้เปิดเผยตัวเลขที่แสดงถึงบทบาท ประโยชน์ และผลลัพธ์จากการทำการตลาดแบบ Personalized ไว้ให้เราได้เห็นภาพมากขึ้น ดังนี้ครับ

  • ช่วยกระตุ้นยอดขาย

40% ของผู้บริโภคกล่าวว่า หากร้านค้ามีข้อเสนอพิเศษที่ตรงความต้องการ ผ่านช่องทางส่วนตัว เช่น อีเมล พวกเขาก็มักจะจับจ่ายมากยิ่งขึ้น โดยผู้บริโภคอีก 56% ยังมีแนวโน้มที่จะกลับมาที่เว็บไซต์เดิมหากเว็บนั้นมีการแนะนำสินค้า

  • สร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง

87% ของผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะชอบแบรนด์ที่สอดคล้องกับบุคลิกภาพ ลักษณะนิสัย และนำเสนอเรื่องราวที่เขาให้ความสนใจ และอีก 72% กล่าวว่ามันจะทำให้พวกเขาเชื่อมั่นในแบรนด์มากยิ่งขึ้นด้วย

  • ก่อให้เกิดการบอกต่อ

65% ของผู้บริโภค ยินดีที่จะแนะนำหรือบอกต่อสินค้าให้กับเพื่อน และคนรู้จัก หากแบรนด์เหล่านั้นมีการทำคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือ ตรงกับความสนใจ และมีการบริการที่ยอดเยี่ยม

ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรสร้างประสบการณ์ที่ดี ทำคอนเทนต์ที่ตรงจุด เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์เชิงบวกในระยะยาวกับกลุ่มเป้าหมาย เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะชอบคนที่เข้าใจกันได้ และสิ่งเหล่านี้คือหัวใจของการทำการตลาดแบบ Personalized นั่นเอง ลองมาดูกันนะครับว่าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซได้นำการตลาดแบบนี้ไปปรับใช้อย่างไรบ้าง

Amazon กับ eCommerce Personalization

การเสนอแนะสินค้าของ Amazon: เนื่องจาก Amazon เป็นเว็บที่มีสินค้า และผู้ใช้จำนวนมหาศาล จึงมีการทำ Personalized Marketing ที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกันอย่างรวดเร็ว เช่น การแสดงสินค้าที่ผู้บริโภคเคยเข้าไปเลือกชมในหน้าแรก มีอัลกอริทึมซึ่งช่วยแนะนำสินค้าที่มีประสิทธิภาพ การแทร็กพฤติกรรมลูกค้าเพื่อส่งโปรโมชั่นต่างๆ แบบเรียลไทม์ การทำการตลาดแบบ Email Remarketing รวมไปถึง การส่งจดหมายข่าวที่ผ่านการ Personalized ให้ตรงกับความสนใจของลูกค้าที่ได้รับอีเมลนั้น เป็นต้น ซึ่งจากการวิจัยของ BrainSINS ได้เปิดเผยตัวเลข จากการทำการตลาด Personalization โดยการแนะนำสินค้าว่า สามารถเพิ่มคลิกได้ถึง 73% และยังสามารถเพิ่มยอดขายได้ถึง 46% เลยทีเดียว และยังช่วยให้เราส่ง Newsletter ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังลดเวลาในการ Create ลงราว 30%-90% เลยครับ

Amazon Personalized Newsletter

5 กลยุทธ์ Personalization ที่ผู้ประกอบการต้องลอง

  1. สร้างความสัมพันธ์เพื่อเพิ่มยอดขายในระยะยาว

คิดแต่จะเพิ่มยอดขาย โดยไม่สนใจพัฒนาสินค้า และการบริการ คือหลุมพรางของผู้ประกอบการนะครับ การทำการตลาดแบบ Personalization ควรจะเป็นการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับนักช้อปในระยะยาว ด้วยการนำเสนอข้อมูลที่ลูกค้านั้นสนใจจริงๆ มีสินค้าที่สามารถเจาะตลาดได้เฉพาะกลุ่ม และช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้อย่างแท้จริง หากท่านผู้ประกอบการทำได้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่ลูกค้าจะกลับมาซื้อสินค้าซ้ำ และแนะนำแบบปากต่อปากกับเพื่อนฝูง

  1. สร้าง Call-to-Action แบบ Real Time

หากระบบบนเว็บไซต์มีการพบว่าลูกค้าคนนี้ได้สนใจสินค้า และมีการเพิ่มสินค้าชนิดนั้นๆ ไว้ในรถเข็น ระบบก็ควรทำการส่งข้อเสนอพิเศษให้แก่ลูกค้าอย่างรวดเร็วครับ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดพิเศษภายใน 24 ชั่วโมง บริการจัดส่งฟรี หรือเสนอแนะสินค้าที่ลูกค้าอาจสนใจ ด้วยข้อความที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อทันที เช่น ด่วน จำนวนจำกัด วันนี้เท่านั้น Flash Sale สิทธิพิเศษเฉพาะคุณ ฯลฯ Call-to-Action เหล่านี้จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดพฤติกรรมการซื้อได้เร็วขึ้นครับ

  1. รวบรวมข้อมูลแล้วแบ่งกลุ่มลูกค้า

ท่านผู้ประกอบการจำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า ก่อนที่จะทำการส่งข้อเสนอ หรือสิทธิพิเศษใดๆ ให้กับลูกค้าทุกท่านนะครับ ทางที่ดีควรแบ่งกลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรมการซื้อสินค้าด้วย เช่น ลูกค้าบางกลุ่มชอบที่จะซื้อสินค้าแบบยกลัง เนื่องจากได้ราคาพิเศษ พอเราทราบข้อมูลตรงนี้แล้ว เราก็นำไปเป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มยอดขายด้วยการส่งอีเมล์นำเสนอสิทธิพิเศษต่างๆให้ เป็นต้นครับ ยิ่งเราสามารถแบ่งกลุ่มได้เฉพาะเจาะจงเท่าใด ก็จะทำให้เข้าถึงลูกค้า และเพิ่มการขายได้มากขึ้นครับ

  1. แบ่งลูกค้าตามไทม์โซน

สำหรับท่านผู้ประกอบการที่มีธุรกิจส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ ก็ควรดูเรื่องเวลาของแต่ละประเทศให้เหมาะสมด้วยนะครับ โดยเฉพาะในการทำ Email Marketing เพื่อให้มี Open Rate และ Click Rate ที่สูง ควรจะกำหนดช่วงเวลาให้สอดคล้องกับประเทศนั้นๆนะครับ หรือแม้กระทั่งการทำคอนเทนต์ผ่านทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้คอนเทนท์ของเราจะได้เข้าถึงลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

  1. ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ตามประเภทประสบการณ์

ปัจจุบันผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าผ่านทางมือถือมากขึ้น เพราะฉะนั้นการพัฒนาระบบที่รองรับการใช้งานบนอุปกรณ์การสื่อสารแบบต่าง ๆ ได้ จึงจะดีที่สุด และต้องมั่นใจด้วยว่า ง่ายกับผู้ซื้อ เพียงไม่กี่คลิกก็ชำระสินค้าได้เลย โดยเฉพาะอุปกรณ์สื่อสารประเภทมือถือ ควร Optimized เนื้อหาทั้งหมดให้เป็นแบบ Mobile Friendly เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และเพิ่มยอดขายได้มากขึ้นครับ

ผู้บริโภคยุคนี้มีความคาดหวังจะได้เห็นสิ่งที่เชื่อมโยงกับตนเองบนโลกอินเตอร์เน็ตในทุกช่องทางเลยนะครับ ตรงนี้ผมมองว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสของผู้ประกอบการที่จะนำ Personalized Marketing ไปใช้ เพื่อให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของท่านเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ เพราะโอกาสมีอยู่ทุกที่ เพียงแค่เริ่มลงมือทำเท่านั้นครับ

 

บทความนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s